แค่ได้เดินเข้าไปตามแนวอาคารที่วางอย่างเป็นระเบียบ ก็พอจะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่เงียบ ๆ ของ “วัดซุยริวจิ (Zuiryuji)”. ที่นี่เป็นวัดประจำตระกูลของมาเอดะ โทชินากะ เจ้าแคว้นคางะรุ่นที่ 2 และสร้างขึ้นโดยเจ้าแคว้นรุ่นที่ 3 มาเอดะ โทชิสึเนะ ใช้เวลาก่อสร้างราว 20 ปีจนแล้วเสร็จในปีคัมบุนที่ 3 (ค.ศ. 1663) จุดเด่นมีมากมาย เช่น กระเบื้องหลังคาตะกั่วที่ใช้คลุมหลังคาวิหารพระพุทธซึ่งว่ากันว่ามีน้ำหนักรวมราว 47 ตัน และภาพ “ดอกไม้นานาพันธุ์” ที่คาโนะ ยาสุโนบุ วาดไว้บนเพดานในอาคารโฮโด (บริเวณด้านในและด้านนอกของห้องโถง) เป็นสถาปัตยกรรมวัดนิกายเซนยุคต้นสมัยเอโดะที่ทรงคุณค่าและยังคงถ่ายทอดรูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน โดยซันมง (ประตูวัด), วิหารพระพุทธ และโฮโดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ ส่วนโซมง (ประตูหน้า), เซนโด, ไดคุริ, ระเบียงทางเดิน และไดชะโด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติ
หลังซุ้มประตูหน้า ผังวัดที่จัดเรียงโซมง ซันมง วิหารพระพุทธ และโฮโดไว้เป็นแนวเส้นตรง พร้อมทำระเบียงทางเดินทอดยาวทั้งซ้ายและขวาเพื่อเชื่อมอาคารต่าง ๆ นั้น ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมวัดจีนที่เข้ามาในญี่ปุ่นช่วงสมัยคามาคุระ ผู้ออกแบบคือยามากามิ เซ็นเอมง โยชิฮิโระ ช่างเอกประจำตระกูลมาเอดะ ผู้ฝากผลงานสถาปัตยกรรมชั้นเลิศไว้มากมาย ในอดีตฝั่งเซนโดมีห้องสุขา (โทสุ) ส่วนฝั่งไดคุริมีห้องอาบน้ำ ทำให้ครบองค์ประกอบ “วัดเจ็ดอาคาร” แต่ต่อมาถูกรื้อถอนในสมัยเมจิ จึงเหลืออาคารให้ชมในปัจจุบันเพียงห้าอาคาร
อีกจุดที่ทำให้หลายคนหยุดมองนานคือวิหารพระพุทธที่สร้างด้วยไม้เคยากิทั้งหลัง ประดิษฐานพระประธานคือพระศากยมุนี ตรงข้างประดิษฐานพระโพธิสัตว์มันชูศรีและพระโพธิสัตว์สมันตภัทร ส่วนโฮโดซึ่งเป็นอาคารแบบโชอินสึคุริ มีการประดิษฐานป้ายวิญญาณของมาเอดะ โทชินากะไว้ด้วย อีกทั้งยังไม่ควรพลาดอุสึซามะ เมียวโอ เทพผู้พิทักษ์ที่เคยประดิษฐานในโทสุ และรูปปั้นยืนอิดะเท็นที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของฮัน โดโช ประติมากรสายโอบาคุที่เดินทางมาจากจีน นอกจากนี้ยังมีการจัดงานไลต์อัปตามฤดูกาลทุกปี ทำให้สมบัติชาติส่องประกายลอยเด่นอย่างน่าพิศวงท่ามกลางค่ำคืน
จุดเด่น
-
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 5:15 มีการนั่งสมาธิแบบซาเซ็น และใคร ๆ ก็เข้าร่วมได้ฟรี
-
มีอีเวนต์ไลต์อัปวัดซุยริวจิจัดขึ้นหลายครั้งต่อปี
-
ช่วงที่มีไลต์อัป ทั้งบริเวณจะถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟจนได้บรรยากาศชวนฝัน