ทริปเที่ยวโตเกียวย่านชิตะมาจิแบบเต็มอิ่ม คู่มือเดินเล่นชิบามาตะตลอด 1 วัน

ทริปเที่ยวโตเกียวย่านชิตะมาจิแบบเต็มอิ่ม คู่มือเดินเล่นชิบามาตะตลอด 1 วัน

อัปเดต :
เขียนโดย:  GOOD LUCK TRIP

ถ้าอยากลองเห็นโตเกียวในอีกบรรยากาศหนึ่ง การเดินเล่นในย่านชิตะมาจิแบบสบายๆ เพื่อซึมซับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็เป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจไม่น้อย “ชิบามาตะ” (Shibamata) คือเมืองหน้าวัดเก่าแก่ที่เป็นฉากของภาพยนตร์ระดับตำนานของญี่ปุ่นเรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” และยังอัดแน่นด้วยเสน่ห์ของย่านชิตะมาจิ ทั้งทิวทัศน์เมืองเก่าสุดชวนคิดถึง อาหารญี่ปุ่น ขนมญี่ปุ่น บรรยากาศแบบดั้งเดิม และน้ำใจผู้คน หากมาโตเกียวแล้วได้ลองเดินเล่นชิบามาตะแบบช้าๆ คุณน่าจะได้สัมผัสทั้งเสน่ห์ของญี่ปุ่นและความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไป

วิธีเดินทางไปชิบามาตะ

หากเริ่มต้นจากการวางแผนเส้นทาง ชิบามาตะในเขตคัตสึชิกะก็ถือว่าเดินทางไม่ยาก ย่านนี้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว และพัฒนาขึ้นโดยมีวัดชิบามาตะไทชะคุเท็นซึ่งมีประวัติกว่า 400 ปี กับถนนหน้าวัดเป็นศูนย์กลาง สามารถเดินจากสถานี “ชิบามาตะ” ของสายเคเซคานามาจิได้ในไม่กี่นาที จึงเหมาะกับการเดินเล่นมาก

รถไฟสายเคเซที่มีสถานีชิบามาตะเชื่อมต่อกับทั้งสนามบินฮาเนดะและสนามบินนาริตะ ทำให้เดินทางจากสนามบินทั้งสองแห่งได้ค่อนข้างสะดวก โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากใจกลางเมืองใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และถ้ามาจากสถานีโอชิอาเกะซึ่งเป็นสถานีใกล้โตเกียวสกายทรีที่สุด จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น

วิธีไปชิบามาตะ

  • จากสนามบินฮาเนดะ ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
  • สนามบินนาริตะ ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • จากสถานีชินจูกุ: นั่ง JR สายยามาโนะเตะไปสถานีนิปโปริ จากนั้นเปลี่ยนเป็นสายเคเซฮอนเซ็นไปสถานีเคเซทาคาซาโกะ แล้วเปลี่ยนเป็นสายเคเซคานามาจิไปสถานีชิบามาตะ (ใช้เวลา 60 นาที)
  • หากออกจากสถานีโตเกียว ให้นั่ง JR สายยามาโนะเตะไปสถานีนิชินิปโปริ จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟโตเกียวเมโทรสายจิโยดะไปสถานีคานามาจิ แล้วเปลี่ยนเป็นสายเคเซคานามาจิไปสถานีชิบามาตะ (ใช้เวลา 50 นาที)
  • จากสถานีโอชิอาเกะ นั่งรถไฟประมาณ 30 นาที

เต็มอิ่มกับย่านชิตะมาจิในโตเกียว เส้นทางเดินเล่นชิบามาตะ 1 วันที่อบอวลด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ถ้าอยากซึมซับเสน่ห์ของ “ชิบามาตะ” ที่อบอวลด้วยบรรยากาศย่านชิตะมาจิ การเดินเล่นน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด
สถานที่แต่ละแห่งที่จะแนะนำต่อจากนี้เดินถึงได้ทั้งหมดจากสถานีชิบามาตะ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้พระ ของกิน ทิวทัศน์เมืองเก่าสุดคลาสสิก อาคารประวัติศาสตร์ หรือธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ลองมาดูเส้นทางเที่ยวที่รวมความเพลิดเพลินของการเดินเล่นไว้แบบครบๆ กัน

1. จากหน้าสถานีชิบามาตะสู่ถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น

พอมาถึงสถานี “ชิบามาตะ” ของสายเคเซคานามาจิแล้ว ลองยังไม่ต้องรีบแวะที่ไหน เดินตรงผ่านถนนหน้าวัดไปยังไทชะคุเท็นก่อนก็ได้

รูปปั้นทองแดงโทระซังรอต้อนรับอยู่

สิ่งที่รอต้อนรับคุณที่สถานีชิบามาตะคือรูปปั้นทองแดงของโทระซังและซากุระน้องสาว ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” รูปปั้นโทระซังสร้างจากภาพ “โทระซังหันกลับมามองขณะออกเดินทาง” สีหน้าและท่าทางดูสมจริงมาก จนให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่ใครเห็นก็อยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย

รูปปั้นโทระซังหน้าสถานีชิบามาตะ
🄫Shochiku Co.,Ltd. รูปปั้นโทระซังหน้าสถานีชิบามาตะ

แวะศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวชิบามาตะเพื่อหาข้อมูล

ระหว่างเดินจากหน้าสถานีชิบามาตะไปยังถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น จะมีศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวชิบามาตะอยู่ก่อนถึงทางเข้าถนนหน้าวัด ที่นี่มีแผนที่และโบรชัวร์ท่องเที่ยวของเขตคัตสึชิกะ ชิบามาตะ และโตเกียวโดยรวม แนะนำให้แวะเช็กข้อมูลก่อนออกเดินเล่น

2. สักการะวัดชิบามาตะไทชะคุเท็น

ถ้ามาถึงชิบามาตะแล้ว จุดที่หลายคนนึกถึงก่อนก็คงเป็น “ไทชะคุเท็น”
ระหว่างทางจากสถานีชิบามาตะไปยังไทชะคุเท็น เต็มไปด้วยร้านคึกคักและของกินน่าลอง แม้อาจอยากเดินชิมและแวะเที่ยวระหว่างทาง แต่ตามมารยาทแบบญี่ปุ่น ควรไปไหว้พระก่อน แล้วค่อยกลับมาเดินเล่นที่ถนนหน้าวัดหลังสักการะเสร็จ

ทางเข้าถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น
ทางเข้าถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น

สักการะวัดชิบามาตะไทชะคุเท็น

ไทชะคุเท็นเป็นวัดที่เชื่อกันว่าให้พรด้านการหายจากโรคภัย และได้รับความศรัทธาจากประชาชนมาเกือบ 400 ปี เมื่อผ่านประตูนิโอเท็นมงอันงดงามดุจงานศิลป์เข้าไป จะเห็น “ไทชะคุโด” ตั้งอยู่ด้านหน้า
ไทชะคุโดเป็นจุดหลักที่ผู้คนจำนวนมากมาสักการะ ต้นสนดำที่แผ่กิ่งปกคลุมราวกับโอบอาคารแห่งนี้มีชื่อว่า “ซุยริวโนะมัตสึ” มีอายุเกิน 400 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์ธรรมชาติของกรุงโตเกียว ว่ากันว่าชื่อนี้มาจากลักษณะลำต้นที่ยืดตรงขึ้นด้านบนและกิ่งใหญ่ที่แผ่ออกสามทิศ ดูคล้ายมังกรกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ไทชะคุโด โดยด้านหน้าคือ “ซุยริวโนะมัตสึ”
ไทชะคุโด โดยด้านหน้าคือ “ซุยริวโนะมัตสึ”

ทางเดินจากด้านขวาของไทชะคุโดที่เชื่อมไปยังแกลเลอรีงานแกะสลักและอาคารไดคะคุเด็น มีค่าเข้าชม 400 เยน (เด็ก 200 เยน) แต่เต็มไปด้วยงานแกะสลักอันประณีตที่ได้รับการยกย่องว่าระดับสมบัติชาติ คุ้มค่าแก่การชมอย่างยิ่ง อีกทั้งสวน “ซุยเคเอ็น” ที่มองเห็นได้จากไดคะคุเด็นก็เผยให้เห็นทัศนียภาพอันอ่อนช้อย จนแทบไม่เชื่อว่าอยู่ใจกลางเมือง

สวนงดงามที่มองเห็นได้จากซุยเคเอ็น
สวนงดงามที่มองเห็นได้จากซุยเคเอ็น

3. เดินชิมของอร่อยและเลือกซื้อของฝากที่ถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น

หลังสักการะเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินย้อนกลับมาตามถนนหน้าวัดแบบสบายๆ เมื่ออิ่มเอมกับบรรยากาศของไทชะคุเท็นแล้ว ต่อไปก็น่าจะถึงคิวของรสชาติ กลิ่นหอมชวนกินลอยมาอยู่ทั่วถนนหน้าวัด ที่นี่มีร้านเก่าแก่ซึ่งเปิดมานานกว่า 100 ปีอยู่มากมาย และยังมีของฝากแปลกตาอีกหลายอย่าง ลองเดินดู ชิม และใช้เวลาเพลิดเพลินให้เต็มที่

“ถนนหน้าวัดชิบามาตะไทชะคุเท็น” ที่เหมาะกับการเดินเล่นในย่านชิตะมาจิของโตเกียว
“ถนนหน้าวัดชิบามาตะไทชะคุเท็น” ที่เหมาะกับการเดินเล่นในย่านชิตะมาจิของโตเกียว

ถือไว้แล้วโชคดี? ของเล่นพื้นบ้านเก่าแก่ “ลิงดีด”

เมื่อออกจากไทชะคุเท็น จะเห็นร้านโซโนะดะชินบุสึกุเท็นอยู่ตรงหน้าวัด ลองแวะเข้าไปดูได้ ของที่ขายคือของเล่นพื้นบ้านดั้งเดิมของชิบามาตะ มีชื่อว่า “ฮาจิกิซารุ” เป็นลิงที่เกาะอยู่กับไม้และเล่นโดยใช้นิ้วดีด เชื่อกันว่าลิงเป็นผู้รับใช้ของไทชะคุเท็น และมีความหมายว่า “ปัดเป่าเคราะห์ร้ายและส่งโชคให้พุ่งสูงขึ้น” จึงถือเป็นของมงคลที่เหมาะซื้อเป็นของฝาก

ลิงดีดที่มีความหมายว่า “ปัดเป่าเคราะห์ร้ายและส่งโชคให้พุ่งสูงขึ้น”
ลิงดีดที่มีความหมายว่า “ปัดเป่าเคราะห์ร้ายและส่งโชคให้พุ่งสูงขึ้น”

พูดถึงชิบามาตะก็ต้อง “คุซะดังโงะ”

สำหรับของขึ้นชื่อของชิบามาตะ “คุซะดังโงะ” เป็นชื่อที่มักถูกพูดถึงเสมอ แม้แต่บ้านของโทระซังในภาพยนตร์เรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” ก็เป็นร้านดังโงะ จะนั่งกินในร้านแบบสบายๆ ก็ได้ เดินกินไปด้วยก็ได้ หรือจะลองชิมเปรียบเทียบจากหลายร้านก็สนุกไม่แพ้กัน

“คุซะดังโงะ” ของอร่อยขึ้นชื่อของชิบามาตะ
“คุซะดังโงะ” ของอร่อยขึ้นชื่อของชิบามาตะ

ร้านดังโงะที่อยู่ใกล้ไทชะคุเท็นที่สุดคือ “คาเมยะฮมโปะ” ร้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1901 และยังเป็นหนึ่งในร้านต้นแบบของร้านดังโงะบ้านโทระซังในเรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” จึงมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ถ่ายทำด้วย แม้ตัวร้านจะไม่ได้คงสภาพเดิมทั้งหมด แต่ก็ยังรักษาบรรยากาศชวนคิดถึงเอาไว้ได้อย่างดี

บรรยากาศหน้าร้าน “คาเมยะฮมโปะ” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์
บรรยากาศหน้าร้าน “คาเมยะฮมโปะ” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

บนถนนหน้าวัดยังมีร้านดังโงะเก่าแก่อีกหลายร้านเรียงรายอยู่ด้วย เช่น “ทาคากิยะโรโฮะ” ที่นักแสดงและทีมงานภาพยนตร์เรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” ชื่นชอบ “โทระยะ” ที่ใช้ในภาพยนตร์ และ “โยชิโนะยะ”, “ยามาโตะยะ” ที่สามารถชมขั้นตอนการทำหน้าร้านได้ด้วย ลองซื้อทีละน้อยแล้วชิมเปรียบเทียบก็น่าสนุก

สุดยอดอาหารเอโดะแบบดั้งเดิม อิ่มหรูด้วยข้าวหน้าปลาไหล “อุนะจู”

ชิบามาตะอยู่ใกล้แม่น้ำ จึงเป็นพื้นที่ที่ในอดีตจับปลาน้ำจืดอย่างปลาไหลและปลาคาร์ปได้มาก และมีร้านที่คอยต้อนรับนักเดินทางกับผู้มาสักการะด้วยอาหารปลาน้ำจืด อาหารประเภทนี้มีชื่อเสียงถึงขั้นปรากฏอยู่บ่อยครั้งในวรรณกรรมญี่ปุ่น ปัจจุบันก็ยังมีร้านอาหารปลาน้ำจืดอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะ “คาวะจิยะ” ร้านเก่าแก่ที่ครองใจผู้คนมานานกว่า 250 ปี ตัวร้านมีบรรยากาศเหมือนเรียวกังเก่าแก่ และป้ายคำว่า “ต้นตำรับคัปโปะปลาน้ำจืด” ก็ดูสง่างามน่าเชื่อถือ

“คาวะจิยะ” กับบรรยากาศเก่าแก่น่าเลื่อมใส
“คาวะจิยะ” กับบรรยากาศเก่าแก่น่าเลื่อมใส

ที่นี่มีทั้งโซนร้านอาหาร ห้องเสื่อทาทามิสำหรับคอร์สอาหาร บริการจัดส่ง และซื้อกลับบ้าน จึงรองรับได้ตั้งแต่มาคนเดียวไปจนถึงมาเป็นกลุ่มใหญ่
สวนกลางที่มองเห็นจากโซนร้านอาหารก็ช่วยเติมความรื่นรมย์ให้สายตาและจิตใจด้วยภาพงามตามฤดูกาล

สวนกลางอันงดงามที่มองเห็นได้จากโซนร้านอาหาร
สวนกลางอันงดงามที่มองเห็นได้จากโซนร้านอาหาร

เมนูที่พูดถึงร้านนี้แล้วพลาดไม่ได้คือ “อุนะจู” ข้าวหน้าปลาไหลที่สืบทอดรสชาติมาตั้งแต่ก่อตั้งร้าน โดยให้ความสำคัญกับรสชาติแบบดั้งเดิม ระดับการย่างที่พอดีอย่างยอดเยี่ยมคือฝีมือที่มีได้เฉพาะช่างผู้มากประสบการณ์และทักษะเท่านั้น
ส่วนปลาไหลซึ่งเป็นพระเอกของเมนูก็ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เช่น เปลี่ยนแหล่งเพาะเลี้ยงตามฤดูกาล

“อุนะจู” สุดหรูแห่งอาหารเอโดะ
“อุนะจู” สุดหรูแห่งอาหารเอโดะ

ในย่านนี้ยังมีร้านอาหารปลาน้ำจืดเก่าแก่อีกหลายแห่งที่ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี เช่น “เอบิสึยะ” และ “คาวะจิน” ถ้ามาชิบามาตะ ก็อยากชวนให้ลองชิมอาหารปลาน้ำจืดสักครั้ง

ขนมหวานสไตล์ใหม่ที่ต่อยอดจากความดั้งเดิม “โคเมะโคเมะโรล”

กลางถนนหน้าวัด มีร้านขนมญี่ปุ่น “อิชิอิ” ที่ส่งกลิ่นหอมหวานดึงดูดผู้คนที่เดินผ่านไปมา
แม้จะมีสินค้าขึ้นชื่อและยอดนิยมมากมาย แต่ของที่แนะนำเป็นพิเศษคือ “โคเมะโคเมะโรล ที่ถือกำเนิดจากข้าว” เนื่องจากขนมญี่ปุ่นหลายชนิดทำจากข้าว จึงเกิดแนวคิดพัฒนาขนมตะวันตกที่ใช้ข้าวขึ้นมา แป้งโรลเนื้อหนึบจากแป้งข้าวเจ้าห่อครีมสดแน่นๆ แล้วโรยด้วยน้ำตาลญี่ปุ่นชั้นดี “วะซัมบง” ก่อนนำไปเบิร์นให้ผิวด้านนอกเกรียมนิดๆ เป็นโรลเค้กสัมผัสใหม่ที่ได้รสวัตถุดิบดีแบบเรียบง่าย ด้านนอกกรุบกรอบ ด้านในนุ่มฟูและเหนียวนุ่ม

“โคเมะโคเมะโรล” ด้านนอกกรุบกรอบ ด้านในนุ่มฟู
“โคเมะโคเมะโรล” ด้านนอกกรุบกรอบ ด้านในนุ่มฟู

เหมาะทั้งซื้อเป็นของฝากและเดินกิน “เซ็มเบ้”

อีกหนึ่งของกินขึ้นชื่อของชิบามาตะที่ดังไม่แพ้ดังโงะและอาหารปลาน้ำจืดก็คือเซ็มเบ้ จะกินแบบเพลินๆ ตอนเพิ่งย่างเสร็จก็ดี หรือซื้อกลับเป็นของฝากก็เหมาะ ลองปล่อยตัวไปกับกลิ่นหอมของโชยุแล้วแวะดูร้านเซ็มเบ้กัน
“อาซาโนะยะเซ็มเบ้เท็น” ตั้งอยู่บนถนนหน้าวัดไทชะคุเท็น ห่างจากสถานีชิบามาตะประมาณ 5 นาที ร้านนี้ทำทุกอย่างด้วยมือ ตั้งแต่แป้งจนถึงการย่างทีละแผ่นบนตะแกรงภายในร้าน กลิ่นโชยุที่กำลังเกรียมหอมฟุ้งไปทั่ว เซ็มเบ้ทำมือที่ใส่ใจทุกขั้นตอนจึงเหมาะมากสำหรับซื้อเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังมีร้านอื่นๆ เช่น “คาเนะโกะยะ” และ “ทาจิบานะยะ” ที่จำหน่ายเซ็มเบ้หลากหลายรสชาติ

ขวดใส่เซ็มเบ้เรียงรายอยู่หน้าร้าน
ขวดใส่เซ็มเบ้เรียงรายอยู่หน้าร้าน

กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งที่ “ชิบามาตะไฮคาระโยโกะโจ”

หลังอิ่มอร่อยระหว่างเดินย้อนกลับจากไทชะคุเท็นมาถึงทางออกของถนนหน้าวัด คุณจะเห็นอาคารที่โดดเด่นสะดุดตา ที่นี่คือ “ชิบามาตะไฮคาระโยโกะโจ” ด้านหน้ามีตู้ขายของอัตโนมัติทรงหุ่นยนต์ สถานที่แห่งนี้ก็คือร้านขนมโบราณแบบที่เคยเป็นแหล่งพบปะของเด็กๆ โตเกียวในวันวานนั่นเอง

“ชิบามาตะไฮคาระโยโกะโจ” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
“ชิบามาตะไฮคาระโยโกะโจ” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ภายในเรียงรายไปด้วยขนมโบราณตั้งแต่ของชวนคิดถึงไปจนถึงของยุคใหม่ ราคาก็เป็นมิตร โดยขนมแบบแยกชิ้นส่วนใหญ่ราคาเพียงไม่กี่สิบเยน ลองเลือกดูแบบย้อนวัยได้เต็มที่ จะซื้อนิดหน่อยก็ได้ หรือจะซื้อแบบจัดเต็มก็สนุก นอกจากนี้ยังมีมุมเล่นเกม แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เกมแบบศูนย์เกมสมัยนี้ หากเป็นเกมเรโทรเรียบง่ายแบบดั้งเดิม

ทันทีที่ก้าวเข้าทางเข้าชั้น 1 ก็จะพบโลกแสนสุขที่โอบล้อมด้วยขนมโบราณ
ทันทีที่ก้าวเข้าทางเข้าชั้น 1 ก็จะพบโลกแสนสุขที่โอบล้อมด้วยขนมโบราณ

ชั้น 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของเล่น สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่แคชเชียร์ของร้านขนมชั้น 1 และมีการจัดแสดงของเล่นมากมายที่เคยครองใจเด็กๆ เมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อน

4. เดินต่อไปยังย่านริมแม่น้ำเอโดะกาวะ

หลังกลับมาถึงหน้าสถานี “ชิบามาตะ” พร้อมอิ่มอร่อยกับของกินย่านชิตะมาจิแล้ว คราวนี้ลองเดินต่ออีกสักหน่อยเพื่อย่อยอาหาร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็จะถึงย่านริมแม่น้ำเอโดะกาวะที่ทั้งวิวและอากาศสดชื่นสบาย มีทั้งยามะโมะโตะเท บ้านพักสวนญี่ปุ่น, สวนชิบามาตะ, พิพิธภัณฑ์โทระซังคัตสึชิกะชิบามาตะ และยากิริโนะวาตาชิ เรียกได้ว่าแถวนี้ก็มีจุดน่าเที่ยวมากมาย

ลืมความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน แล้วใช้เวลาสุดสง่างามที่ “ยามะโมะโตะเท” สวนญี่ปุ่นแสนงามที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

พอเดินมาถึงย่านริมแม่น้ำ จุดหนึ่งที่ชวนให้แวะคือ “ยามะโมะโตะเท” อดีตบ้านพักของคุณยามะโมะโตะ ผู้ก่อตั้งโรงงานชิ้นส่วนกล้องถ่ายรูปในชิบามาตะ คฤหาสน์ที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปีก่อนแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่ผสานรูปแบบโชอินสึคุริอันมีเสน่ห์เข้ากับสถาปัตยกรรมตะวันตก จุดเด่นที่สุดของยามะโมะโตะเทคือสวนญี่ปุ่นอันงดงาม ซึ่งติดอันดับต้นๆ ทุกปีจากนิตยสารเฉพาะทางด้านสวนญี่ปุ่นของสหรัฐอเมริกา “Journal of Japanese Gardening” ด้วยค่าเข้าชมเพียง 100 เยน คุณก็สามารถนั่งผ่อนคลายพลางชมสวนสวย พร้อมจิบมัทฉะและทานขนมญี่ปุ่นได้ (มีค่าใช้จ่ายแยก) ภายในสวนมีน้ำตกอยู่ในส่วนลึกที่สุด ทำให้สวนดูมีมิติและความลึกอย่างน่าประทับใจ

สวนญี่ปุ่นอันงดงามที่มองเห็นได้จาก “ยามะโมะโตะเท”
สวนญี่ปุ่นอันงดงามที่มองเห็นได้จาก “ยามะโมะโตะเท”

ใต้แสงแดดลอดผ่านใบไม้ คุณสามารถนั่งชมสวนญี่ปุ่นแท้ๆ พร้อมเลือกสั่งเครื่องดื่มอย่างมัทฉะหรือกาแฟ รวมถึงของหวานอย่างเซ็นไซได้ ความพิเศษคือแม้ที่นี่จะเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ แต่กลับเปิดโอกาสให้เพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มภายในคฤหาสน์ได้อย่างหรูหรา แถมแต่ละเมนูยังมีราคาเป็นมิตรประมาณ 500 เยนอีกด้วย

มัทฉะเสิร์ฟพร้อมเนริคิริ
มัทฉะเสิร์ฟพร้อมเนริคิริ

สัมผัสบรรยากาศโชวะเรโทรของญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ แล้วก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์ที่ “พิพิธภัณฑ์โทระซัง คัตสึชิกะ ชิบามาตะ”

ถ้าอยากสัมผัสโลกของภาพยนตร์ระดับตำนานเรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” ให้ลึกยิ่งขึ้น ลองแวะไปที่พิพิธภัณฑ์โทระซัง คัตสึชิกะ ชิบามาตะ ภายในมีการจำลองร้านดังโงะ “คุรุมะยะ” ในคัตสึชิกะชิบามาตะ สถานที่ที่โทระซังจะกลับมาเสมอ ฉากนี้ย้ายมาจากเซ็ตถ่ายทำที่ใช้จริง จึงให้ความรู้สึกราวกับได้เข้าไปอยู่ในโลกของภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เซ็ต “คุรุมะยะ” ที่เคยใช้จริงในการถ่ายทำ
©Katsushika Shibamata Tora-san Museum 🄫Shochiku Co.,Ltd. เซ็ต “คุรุมะยะ” ที่เคยใช้จริงในการถ่ายทำ

ภายในจัดแสดงเอกสารและของใช้ประกอบฉากอันล้ำค่าที่ใช้ในผลงานจริง ไม่ต้องกังวลแม้จะไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อน เพราะยังสนุกได้แน่นอน นอกจากนี้ยังมีโซนที่สร้างขึ้นโดยอิงภาพเมืองคัตสึชิกะชิบามาตะในช่วงประมาณทศวรรษ 1950–1960 เป็นจุดถ่ายรูปชั้นเยี่ยม มีทั้งโมเดลที่ทำอย่างพิถีพิถันและฮอลล์ที่ได้ยินเสียงชวนคิดถึง ให้คุณสัมผัสญี่ปุ่นเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนได้อย่างใกล้ชิด

จำลองบรรยากาศเมืองญี่ปุ่นยุคเก่าราวช่วงปี 1960 ได้อย่างประณีต
©Katsushika Shibamata Tora-san Museum 🄫Shochiku Co.,Ltd. จำลองบรรยากาศเมืองญี่ปุ่นยุคเก่าราวช่วงปี 1960 ได้อย่างประณีต

ถ้าอยากรู้จักภาพยนตร์ให้ลึกขึ้นอีก แนะนำ “พิพิธภัณฑ์โยจิ ยามาดะ”

หากอยากรู้จักเบื้องหลังของภาพยนตร์มากขึ้นอีกหน่อย ด้วยตั๋วของพิพิธภัณฑ์โทระซัง คุณยังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์โยจิ ยามาดะได้ด้วย ภายในมีการแนะนำผู้กำกับยามาดะ ฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายทำ และตัวอย่างภาพยนตร์ผลงานของผู้กำกับให้ชม

“พิพิธภัณฑ์โยจิ ยามาดะ” ที่ถ่ายทอดความตั้งใจในการสร้างภาพยนตร์ของผู้กำกับโยจิ ยามาดะ
©Yamada Yoji Museum 🄫Shochiku Co.,Ltd. “พิพิธภัณฑ์โยจิ ยามาดะ” ที่ถ่ายทอดความตั้งใจในการสร้างภาพยนตร์ของผู้กำกับโยจิ ยามาดะ

5. ปล่อยใจไปกับช่วงเวลาเนิบช้า ท่ามกลางวิวแม่น้ำอันกว้างใหญ่

ช่วงท้ายของการเดินเล่นที่ชิบามาตะ ลองมาปิดวันกันที่ลานริมน้ำของแม่น้ำเอโดะกาวะ ค่อยๆ มองสายน้ำและดื่มด่ำกับบรรยากาศย้อนวันวานอันแสนผ่อนคลาย

ทิวทัศน์ริมแม่น้ำเอโดะกาวะ
ทิวทัศน์ริมแม่น้ำเอโดะกาวะ

กว้างขวางและผ่อนคลายที่ “สวนชิบามาตะ”

สวนชิบามาตะที่แผ่กว้างอยู่ริมแม่น้ำเอโดะกาวะเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก ด้วยสายน้ำสีฟ้าและต้นไม้เขียวขจีของเอโดะกาวะ ที่นี่ยังมีสนามเบสบอล จึงเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมสันทนาการและกีฬาอีกด้วย

สวนชิบามาตะที่ทอดยาวอยู่ริมแม่น้ำเอโดะกาวะ
สวนชิบามาตะที่ทอดยาวอยู่ริมแม่น้ำเอโดะกาวะ

อาคารชวนสะดุดตาที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำ “หอรับน้ำของโรงกรองน้ำคานามาจิ”

อาคารน่ารักหลังคาแหลมคล้ายหมวกที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำคือ “หอรับน้ำของโรงกรองน้ำคานามาจิ” สร้างเสร็จในปี 1941 และยังปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” รวมถึงการ์ตูนเรื่อง “Kochira Katsushika-ku Kameari Koen-mae Hashutsujo” ด้วย หากลองเข้าไปใกล้ๆ คุณน่าจะประทับใจกับขนาดของมันไม่น้อย

“หอรับน้ำของโรงกรองน้ำคานามาจิ” ที่โดดเด่นตัดกับท้องฟ้าสีคราม
“หอรับน้ำของโรงกรองน้ำคานามาจิ” ที่โดดเด่นตัดกับท้องฟ้าสีคราม

ค่อยๆ ล่องข้ามแม่น้ำกับ “ยากิริโนะวาตาชิ”

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาชิบามาตะคือ “ยากิริโนะวาตาชิ” เรือไม้ที่พาผู้โดยสารข้ามจากชิบามาตะไปยังเมืองมัตสึโดะ จังหวัดชิบะ ซึ่งยังคงเป็นจุดข้ามฟากเพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในโตเกียว หากอากาศดี ลมจะพัดเย็นสบาย และยังมองเห็นโตเกียวสกายทรีอยู่ไกลๆ ได้อีกด้วย ความวุ่นวายของเมืองจะค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงน้ำ เสียงนก และบางครั้งก็มีเสียงรถไฟวิ่งผ่านสะพานเหล็กให้ได้ยิน

“ยากิริโนะวาตาชิ” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับแม่น้ำเอโดะกาวะได้เต็มที่
“ยากิริโนะวาตาชิ” ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับแม่น้ำเอโดะกาวะได้เต็มที่

6. ถ้าเดินจนเหนื่อย ลองพักค้างคืนที่ชิบามาตะก็น่าสนใจ

ถ้าเดินเล่นมาทั้งวันแล้วอยากค้างคืนแบบสบายๆ ในชิบามาตะ ก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจอย่าง “SHIBAMATA FU-TEN BED&LOCAL” โฮสเทลสุดมีสไตล์ที่รีโนเวตจากอาคารหอพักเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการเขตคัตสึชิกะ
เข้าพักได้ในราคาต่ำกว่า 4,000 เยนต่อคืนเล็กน้อย จะมาแวะพักแบบสบายๆ หรือใช้เป็นฐานเที่ยวก็เหมาะ นอกจากห้องพักทั่วไปอย่างห้องสไตล์ญี่ปุ่นและห้องแบบญี่ปุ่นผสมตะวันตกแล้ว ชั้น 4 ยังมี “ห้องศิลปิน” ที่สร้างร่วมกับศิลปินจากญี่ปุ่นและต่างประเทศ 14 คน แต่ละห้องถ่ายทอดภาพของ “ชิบามาตะ” ผ่านเทคนิคและจินตนาการของศิลปินแต่ละคน จึงเป็นห้องพักที่ทั้งมีเอกลักษณ์และถ่ายรูปสวยมาก

“ห้องศิลปิน” กับการตกแต่งภายในที่แปลกใหม่
“ห้องศิลปิน” กับการตกแต่งภายในที่แปลกใหม่

ย่านชิตะมาจิในโตเกียวไม่ได้มีแค่ชิบามาตะ รอบๆ ชิบามาตะก็เต็มไปด้วยบรรยากาศโตเกียวแบบวันวาน

ถ้ายังมีเวลาเหลือหลังจากเดินเล่นในชิบามาตะ ลองนั่งรถไฟต่อไปสัมผัสย่านชิตะมาจิที่ให้อารมณ์ต่างออกไปก็น่าสนใจ เสน่ห์ของแถบนี้คือแค่ขยับออกไปอีกนิด บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเหมือนอยู่คนละโลกแล้ว
ตัวอย่างเช่น นั่งสายเคเซคานามาจิไปสถานีคานามาจิ แล้วต่อ JR สายโจบังไปสถานีคาเมะอาริ ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที “คาเมะอาริ” เป็นที่รู้จักในฐานะฉากของมังงะยอดนิยมเรื่อง “Kochira Katsushika-ku Kameari Koen-mae Hashutsujo”

นั่งรถไฟจากชิบามาตะเพียงเล็กน้อย ก็เที่ยวต่อในย่านชิตะมาจิของโตเกียวได้
นั่งรถไฟจากชิบามาตะเพียงเล็กน้อย ก็เที่ยวต่อในย่านชิตะมาจิของโตเกียวได้

บทสรุป

ชิบามาตะเป็นย่านเรโทรที่แค่ได้ลองออกเดินเล่น ก็ชวนให้เก็บความทรงจำดีๆ กลับไปไม่น้อย

ถึงตรงนี้ คุณคงพอมองภาพออกแล้วว่าชิบามาตะเหมาะกับการเดินเล่นในย่านชิตะมาจิมากแค่ไหน
ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำใจผู้คน อาคารเก่าแก่ ทิวทัศน์เมืองชวนคิดถึง และภาพริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่ คุณจะได้สัมผัสทั้งความคึกคักแบบย่านชิตะมาจิ ฟังเสียงระฆังของไทชะคุเท็นและเสียงสายน้ำของเอโดะกาวะ ปล่อยตัวตามกลิ่นหอมชวนกินบนถนนหน้าวัด แล้วลิ้มรสของอร่อยอย่างดังโงะ ขนมญี่ปุ่น เซ็มเบ้ และอาหารปลาน้ำจืด จะสนุกกับขนมโบราณและเกมเรโทร หรือดื่มด่ำกับโลกของภาพยนตร์เรื่อง “Otoko wa Tsurai yo” ก็ช่วยให้ลืมทั้งความวุ่นวายของเมืองและความเหนื่อยจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี

ชิบามาตะเป็นเมืองที่ค่อยๆ ปลอบประโลมและเติมความสุขให้กับทั้งห้าประสาทสัมผัส แถมยังมีไทชะคุเท็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความศรัทธามากว่า 400 ปี ให้แวะเติมพลังใจอีกด้วย ไม่ว่าคุณจะมาโตเกียวครั้งแรกหรือเคยมาแล้วหลายครั้ง หากได้ลองเดินเล่นที่โตเกียวชิบามาตะแบบเนิบช้า คุณจะได้ซึมซับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม พร้อมดื่มด่ำกับความรู้สึกชวนคิดถึงราวกับได้ย้อนเวลากลับไปอย่างแน่นอน